5 เทคนิคในการเลือกซื้อหลอดไฟ LED แบบซื้อที่ไหนก็ได้ง่ายๆ ไม่มีพลาด

5 เทคนิคในการเลือกซื้อหลอดไฟ LED แบบซื้อที่ไหนก็ได้ง่ายๆ ไม่มีพลาด

1. เริ่มจากการสำรวจจุดใช้งานภายในบ้าน ว่าต้องการแสงสว่างมากน้อยเพียงใด เพื่อเลือกประเภทของหลอดไฟให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยประเภทหลอดไฟนั้น แบ่งตามทิศทางของแสงได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบมีทิศทาง (ใช้แสงไฟเฉพาะจุด) และแบบไม่มีทิศทาง (กระจายแสงรอบรอบตัว)

--

2.1 เมื่อทราบทิศทางของแสงที่ต้องการแล้ว อย่าลืมตรวจสอบขั้วหลอดไฟที่ติดตั้งอยู่ด้วยว่าเป็นขั้วลักษณะใด เนื่องจากหลอดไฟแต่ละประเภท มีขั้วหลอดที่ต่างกัน เช่น หลอดรูปทรงถ้วย (MR), หลอดรูปทรงพาร์ (PAR) หรือทรงดอกเห็ด ซึ่งขั้วหลอดจะเป็นแบบ GU5.3

--

2.2 ประเภทแสงไฟรอบทิศทาง จะเป็น หลอด Bulb หรือ หลอดทรงลูกแพร์ ซึ่งขั้วหลอดที่นิยมจะเป็นแบบขั้ว E14 และ E27 และหลอดรูปทรงท่อตรง (TUBE) หลอดไฟชนิดนี้รูปร่างเหมือนกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ มีขนาดตามเส้นผ่านศูนย์กลาง ได้แก่ หลอด T5 (⌀ 5 หุน) ขั้วหลอดจะเป็นแบบ G5 และหลอด T8 (⌀ 8 หุน) ขั้วหลอดจะเป็นแบบ G13

--

3. จากนั้นเลือกโทนสีของแสง โดยที่นิยมคือ แบบ Warm White หรือสีโทนอุ่น สีโทนเหลือง ส้ม ให้แสงนวลตา มักใช้ในห้องนอน, โต๊ะอ่านหนังสือ และโต๊ะอาหาร เป็นต้น และแบบ Daylight หรือโทนเย็น ให้แสงสว่างตา มักใช้ในสถานที่ทำงาน, โรงพยาบาล และโต๊ะเสริมสวย อย่าลืม! ตรวจสอบเบื้องต้นว่าหลอดไฟที่ต้องการนั้นสามารถเปิดติดในทันทีได้เลยหรือไม่ ที่จุดบริการทดสอบหลอดไฟ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าหลอดไฟที่ซื้อไปสามารถใช้งานได้ตามปกติ

--

4. คุณสมบัติอื่นๆ ที่ควรพิจารณา เพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่น กําลังไฟฟ้า อายุการใช้งาน ประสิทธิภาพของหลอด และการคงความสว่าง ความคงทนของหลอด ความคงเส้นคงวาของสี และปัญหาสีผิดเพี้ยนเมื่อใช้เป็นเวลานาน ที่สำคัญ! หลอด LED ต้องไม่มีรังสี UV, IR และ สารปรอท

--

5. บนผลิตภัณฑ์ต้องมีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ เช่น ฉลากประหยัดไฟ เบอร์ 5, เครื่องหมาย มอก. เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานให้มากขึ้น

--

ทุกครั้งที่ตัดสินใจซื้อหลอดไฟ LED จะต้องซื้อหลอดไฟที่เข้ากับการใช้งานของผู้ใช้และผ่านการรับรองคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าหลอดไฟของเรามีมาตรฐาน สามารถใช้งานได้นาน มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน

--

หากมีคำถามหรือต้องการปรึกษาเกี่ยวกับแสงสว่างหรือหลอดไฟ
สามารถปรึกษา LeKise ได้นะคะ
LINE@ : @lekisegroup